อัลกุรอานกับทฤษฎีบิกแบง (5) : ตอบโต้วาทกรรมของกลุ่มตักฟิรีย์เมืองไทย ใครเชื่อบิกแบงทำให้ตกมุรตัดได้!

ลักษณะหนึ่งของพวกตักฟิรีย์เคาะวาริจฺคือ การพยายามจะเชื่อมโยงหรือวางเงื่อนไขผิดๆ ให้แก่การกระทำหนึ่งกลายเป็นกุฟรฺให้ได้ โดยที่ในความเป็นจริงแล้วการกระทำนั้นมิได้เป็นเงื่อนไขให้ได้ข้อสรุปเช่นนั้นแต่อย่างใดเลย เช่น ในอิสลามคนที่ซินาแต่ยอมรับว่าทำบาป ถือว่ายังเป็นมุสลิม แต่ถ้าทำซินา แล้วบอกหรือเชื่อว่าซินาฮะล้าล อันนี้เป็นกุฟรฺ

ปรากฏว่าเคยมีคนที่อาจจะมีรากเหง้าจากเคาะวาริจฺ เคยใช้สูตรโยงผิดๆ ว่า

“คนที่ทำซินาแล้วมาเล่าให้เพื่อนฟังอย่างเมาปาก แสดงว่าคนๆ นี้เชื่อว่าซินาไม่บาป ฉะนั้นผู้ทำซินาแล้วเล่าคนอื่นจึงถือว่าเป็นกาฟิรฺ เพราะถ้าเชื่อว่าซินาบาปจะไม่เล่า”

นี่คือตัวอย่างการเชื่อมโยงพิลึกพิลั่นของพวกตักฟิรีย์ เช่นเดียวกับตัวอย่างประโยคสนทนาต่อไปนี้

หมอกาฟิรฺ: คนไข้ต้องพาลูกหลานไปรับวัคซีนต้านโปลิโอนะครับ จะได้ไม่เกิดโรค (แน่นอนว่าในใจของหมอไม่เคยเชื่อว่ามีพระเจ้าทำให้หายป่วยหรือกำหนดเบื้องหลังอยู่แล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความบังเอิญ)

คนไข้มุสลิม: ได้ครับหมอ ผมจะพาลูกไปรับวัคซีนเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ (ในใจเชื่อว่าอัลลอฮฺเป็นผู้กำหนดทั้งหมด)

ตักฟิรีย์: คุณคนไข้มุสลิม บัดนี้คุณได้ล่วงล้ำสู่กุฟรฺแล้ว เพราะคุณเชื่อทฤษฎีทางการแพทย์ของหมอกาฟิรฺที่ไม่เชื่อว่าการหายป่วยมาจากกำหนดของพระเจ้า!
นี่คือวิธีการโยงมั่วๆ เพื่อนำไปสู่การตักฟีร

กลับมาที่ประเด็นบิกแบง พวกตักฟิรีย์บางคนพยายามจะทำให้มุสลิมที่เชื่อในชุดคำอธิบายแบบบิกแบงเป็นกาฟิรฺหรือไม่ก็กุฟรฺกันหมด โดยให้เหตุผลว่าทฤษฎีบิกแบงถูกอธิบายว่าจักรวาลเกิดขึ้นเองจากนักวิทยาศาสตร์กาฟิรฺ ฉะนั้นใครเชื่อในทฤษฎีนี้ผู้นั้นย่อมเป็นกาฟิรฺ!

ชี้แจง

ประการแรก ดูเหมือนคนพูดจะไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะบิกแบง สิ่งแรกที่คนพูดไม่รู้เลยก็คือ ผู้ที่เป็นต้นคิดกำเนิดคำอธิบายจักรวาลแบบบิกแบงคือบาทหลวงคริสเตียนนิกายคาธอลิค เป็นคนเชื่อพระเจ้าครับ! เขามีชื่อว่า ฌอร์ฌ เลอแม็ทร์ เป็นบาทหลวงโรมันคาทอลิกชาวเบลเยียม มีสมณศักดิ์เป็นเพรเลต และเป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์และดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคาทอลิกเลอเฟิน บางครั้งเรียกโดยย่อด้วยชื่อตำแหน่งว่า “คุณพ่อ” (Abbé) หรือ “พระคุณเจ้า” (Monseigneur) ฉะนั้นทฤษฎีนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องปฏิเสธพระเจ้าครับ ส่วนพวกปฏิเสธพระเจ้าจะเอาไปพัฒนาต่อแล้วตัดพระเจ้าออกไปจากคำอธิบายนั่นก็เป็นเรื่องของเขาครับ

ประการที่สอง คนพูดไม่มีความเข้าใจเลยว่าในโลกวิทยาศาสตร์มีสำนักคิดอยู่สองพวกใหญ่ คือ นักวิทยาศาสตร์ที่ปฏิเสธพระเจ้า กับนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อพระเจ้า เรียกกันว่า creationist หรือ Intelligent Design ซึ่การที่สองสำนักนี้มีการเห็นตรงกันในความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์หลายๆ เรื่อง ไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องเห็นตรงกันที่รากฐานความเชื่อว่าตกลงมีพระเจ้าหรือเกิดขึ้นเอง แน่นอนนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในพระเจ้าก็จะต้องอธิบายว่า วิทยาศาสตร์คือชุดความรู้ที่ศึกษากลไกทางธรรมชาติว่าทำงานอย่างไร ส่วนพระเจ้าเป็นผู้กำหนดอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ขณะที่ฝ่ายปฏิเสธพระเจ้าก็จะอธิบายว่ามันเกิดขึ้นเอง ไม่มีผู้สร้าง

ผมอยากจะยกตัวอย่างให้หายมึน ทุกวันนี้นักชีววิทยาหรือแพทย์ (ที่ทำการศึกษาก็ล้วนเป็นกาฟิรฺเกือบทั้งสิ้น) ได้ค้นคว้าทดลองและพบว่า ยุงลายมีการพัฒนาไวรัสของมันให้ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเหตุให้หมอและโรงพยาบาลต้องเร่งศึกษาหายารักษาโรคไข้เลือดออกเพื่อต้านการดื้อยาของไวรัส แน่นอนว่าคณะแพทย์ที่ศึกษาไม่เชื่อพระเจ้าและอธิบายสิ่งเหล่านี้ด้วยข้อสรุปว่า “เกิดขึ้นเอง” ทั้งสิ้น

แต่ถามว่ามีใครเสนอหน้ามึนๆ มาพูดกับสังคมมุสลิมไหมว่า อย่าไปเชื่อว่ายุงพัฒนาเชื้อไวรัสนะ เพราะชุดคำอธิบายของหมอพวกนี้บอกว่าไม่มีพระเจ้า! ถ้าเชื่อว่าไวรัสพัฒนาจนดื้อยาเท่ากับกุฟรฺ! นี่เป็นเรื่องเสื่อมสติแท้ถ้าจะมีเด็ก ป.เอกที่ไหนคิดได้แบบนี้

ผมแนะนำว่าให้เด็ก ป.เอก คณะอะกีดะฮฺออกฟัตวาห้ามมุสลิมไทยไปหาหมอที่โรงพยาบาลนะครับ แล้วก็ห้ามเรียนแพทย์ เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ด้วย เพราะความรู้เหล่านี้ถูกสอนบนพื้นฐานว่าเกิดขึ้นเองไม่มีพระเจ้า ถ้ามุสลิมไปโรงพยาบาลแล้วหมอบอกว่า สูบบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งนะ ก็อย่าไปเชื่อนะครับ สูบต่อไปเพราะหมอที่อธิบายว่าบุหรี่ก่อมะเร็งบอกว่ามันเกิดเองโดยไร้ผู้สร้าง ถ้ามุสลิมเชื่อเดี๋ยวมุรตัดครับ

เรื่องดาราศาสตร์ก็เอาให้เละให้หมด อย่าไปเชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าจักรวาลมีดาวเสาร์ ดาวนั่นนี่ เพราะมันบอกว่าเกิดขึ้นเอง หรือคำอธิบายว่าหากโลกเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จะทำให้โลกเสียหายมลาย ก็อย่าเชื่อเพราะมันบอกว่าเกิดขึ้นเอง ความรู้ว่าด้วยฝนตกเมฆครึ้มหนาลมพัดพายุเข้า ห้ามเชื่อหมด เพราะคนอธิบายเป็นคนปฏิเสธพระเจ้าหมดมันบอกเกิดเอง

ไม่แปลกใจเลยครับที่สังคมมุสลิมเราอยู่กันแบบนี้

เรื่องบิกแบงก็เหมือนกัน ตัวทฤษฎีมันไม่ได้ให้คุยว่ามีพระเจ้าหรือไม่มี มันแค่ศึกษาว่าจักรวาลกำเนิดอย่างไร ใครจะเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่เบื้องหลังอีกทีหรือไม่มี อันนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนจะเชื่อและให้น้ำหนัก นักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อพระเจ้าแล้วเชื่อบิกแบงก็มีถมเถแต่ท่านกลับทำตาบอดไม่รับรู้ แล้วไปเอาคนปฏิเสธพระเจ้าอยู่ฝ่ายเดียวมานำเสนอ ถ้าท่านอ่านอังกฤษออกผมแนะนำให้ท่านไปโหลดหาหนังสือ God of the Big Bang: How Modern Science Affirms the Creator เขียนโดย Dr. Leslie Wickman ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์คริสเตียนที่เขียนขึ้นเพื่อยันว่า บิกแบงคือหลักฐานว่าจักรวาลต้องกำเนิดขึ้นโดยมีพระเจ้าเป็นผู้สร้าง หรืออ่านบทความที่เว็ปวิทยาศาสตร์ฝ่ายคริสเตียนใช้บิกแบงพิสูจน์ว่ามีพระเจ้าผู้สร้าง

ดู: http://www.godandscience.org/apologetics/beginning.html

ฉะนั้นอย่าวางเงื่อนไขว่าบิกแบงคือทฤษฎีของพวกปฏิเสธพระเจ้า พวกปฏิเสธพระเจ้ามันบอกว่าเกิดขึ้นเอง เพราะไม่เช่นนั้น ท่านจะถูกตราหน้าว่าโง่เขลาในคำว่าโลกวิทยาศาสตร์มากนัก

ชัยคฺตอยยารพูดชัดเจนว่า ถ้าบิกแบงได้รับพิสูจน์ว่าจริงก็ถือว่าเข้าไปในการอธิบายโองการนั้นได้ ถ้าท่านคิดแปลกๆ ว่าความรู้นี้มาจากกาฟิรฺแบบเด็กปริญญาเอกบางคนคิด ถามว่าความเชื่อที่ว่าจักรวาลเกิดเองแบบไร้ผู้สร้างเอาไปอธิบายอัลกุรอานได้หรือ?